หมดยุคทำงานถวายหัว เทรนด์ ‘Sustainable Productivity’ บริหารงานยังไงให้คนไม่ Burnout แต่ยอดไม่ตก

เคยได้ยินคำว่า Work Hard, Play Hard ไหมคะ สมัยก่อนคำนี้อาจจะดูเท่ ดูเป็นคนขยันที่ทุ่มเทให้กับงานแบบถวายหัว แต่ในยุคนี้ ประโยคนี้อาจจะกลายเป็นสัญญาณเตือนภัยของอาการหมดไฟ หรือ Burnout ไปเสียแล้ว

โลกการทำงานเปลี่ยนไปแล้วค่ะ พนักงานเก่ง ๆ หรือ Talent รุ่นใหม่ไม่ได้มองหาแค่เงินเดือนสูง ๆ แต่พวกเขามองหา Work-Life Integration หรือชีวิตการทำงานที่ลงตัว และองค์กรที่เข้าใจว่า “คนไม่ใช่เครื่องจักร”

นี่จึงเป็นที่มาของเทรนด์ Sustainable Productivity หรือการสร้างผลผลิตแบบยั่งยืน แนวคิดที่เชื่อว่าเราสามารถทำงานให้ได้ยอดปัง ๆ ได้โดยไม่ต้องแลกมาด้วยสุขภาพกายและใจที่พังทลาย 

กับดักของความขยัน ยิ่งทำเยอะยิ่งได้น้อย

หลายองค์กรยังติดอยู่กับความเชื่อเดิม ๆ ว่า พนักงานที่ดีคือคนที่มาเช้ากลับดึก ตอบไลน์ไว และนั่งติดเก้าอี้ตลอดเวลา แต่ผลวิจัยทั่วโลกยืนยันตรงกันค่ะว่า มนุษย์เรามีขีดจำกัด การทำงานติดต่อกันนานเกินไปจะทำให้สมองล้า การตัดสินใจผิดพลาด และความคิดสร้างสรรค์หดหาย

กราฟความสัมพันธ์ระหว่างชั่วโมงทำงานกับผลงานมักจะสวนทางกันเสมอเมื่อถึงจุดหนึ่ง ยิ่งบีบให้ทำนาน งานยิ่งออกมาแย่ และสุดท้ายก็นำไปสู่การลาออก ทิ้งภาระให้บริษัทต้องหาคนใหม่และเริ่มสอนงานใหม่ไม่จบไม่สิ้น ซึ่งนั่นคือต้นทุนมหาศาลที่มองไม่เห็น

ใช้ AI เป็นเครื่องทุ่นแรง ไม่ใช่มาแทนที่

กุญแจดอกแรกที่จะไขประตูสู่ Sustainable Productivity คือการนำ AI เข้ามาเป็นตัวช่วยจัดการงานที่น่าเบื่อและซ้ำซากจำเจ หรือ Routine Task ค่ะ

ลองสำรวจดูว่าในแต่ละวัน ทีมงานของคุณเสียเวลาไปเท่าไหร่กับการกรอกข้อมูลลง Excel การทำสรุปรายงานการประชุม หรือการตอบอีเมลคำถามเดิม ๆ งานพวกนี้แหละค่ะคือตัวดูดพลังงานชีวิตที่ทำให้พนักงานเหลือแรงไปคิดงานใหญ่น้อยลง

หน้าที่ของผู้นำคือต้องกล้าลงทุนในเครื่องมือ AI และ Automation เอาหุ่นยนต์มาทำงานกรรมกรทางข้อมูลแทนมนุษย์ เพื่อให้พนักงานของคุณเอาสมองไปโฟกัสกับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ งานแก้ปัญหา หรือการดูแลลูกค้า ซึ่งเป็นงานที่มีมูลค่าสูงกว่า (High Value) และเป็นงานที่ทำให้พวกเขารู้สึกภูมิใจในตัวเอง

วัดผลที่ Output เลิกจับผิดเรื่องเวลาเข้างาน

หมดยุคตอกบัตรแล้วค่ะ เทรนด์การบริหารยุคใหม่ต้องเปลี่ยนจาก Input-based (ทำกี่ชั่วโมง) มาเป็น Output-based (ทำได้แค่ไหน)

ถ้าพนักงานคนหนึ่งสามารถใช้ AI ช่วยปิดยอดขายได้ทะลุเป้า หรือทำโปรเจกต์เสร็จสมบูรณ์ภายในเวลาแค่ 4 ชั่วโมงต่อวัน แทนที่เขาจะต้องนั่งแกร่วให้ครบ 8 ชั่วโมงเพื่อรอเวลากลับบ้าน องค์กรควรอนุญาตให้เขาเอาเวลาที่เหลือไปพักผ่อน ไปออกกำลังกาย หรือไปเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ

การทำแบบนี้ไม่ใช่การตามใจ แต่คือการให้รางวัลคนเก่ง (Reward High Performers) เมื่อพนักงานรู้ว่า ยิ่งทำเสร็จไวและดี ยิ่งมีเวลาส่วนตัวมากขึ้น พวกเขาจะกระตือรือร้นหาวิธีทำงานให้ฉลาดขึ้น (Work Smart) โดยอัตโนมัติ ผลลัพธ์คืองานเสร็จเร็วขึ้นและมีคุณภาพมากขึ้น

สร้างวัฒนธรรม การพักผ่อนคือส่วนหนึ่งของงาน

Sustainable Productivity จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าวัฒนธรรมองค์กรยังเชิดชูคนทำงานดึก ผู้นำต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการ กล้าพัก ค่ะ เช่น ไม่ส่งไลน์สั่งงานนอกเวลางาน สนับสนุนให้พนักงานใช้วันลาพักร้อนให้หมด หรือมีนโยบาย No Meeting Fridays เพื่อให้พนักงานมีเวลาเคลียร์งานเงียบ ๆ โดยไม่มีใครรบกวน

จำไว้เสมอว่า สมองที่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ คือโรงงานผลิตไอเดียชั้นยอด การปล่อยให้พนักงานได้ชาร์จแบตเต็มที่ จะทำให้เขากลับมาทำงานในวันรุ่งขึ้นด้วยพลังที่เต็มเปี่ยม พร้อมจะสร้างสรรค์ผลงานระดับมาสเตอร์พีซให้คุณ

การทำธุรกิจคือการวิ่งมาราธอนระยะยาวค่ะ การเร่งสปีดทำงานถวายหัวเหมือนวิ่งร้อยเมตรอาจจะทำให้งานเสร็จเร็วในระยะสั้น แต่สุดท้ายคนวิ่งจะหมดแรงและล้มลงกลางทาง

Sustainable Productivity คือการรักษาระดับความเร็วที่เหมาะสม ให้ทุกคนวิ่งไปข้างหน้าได้เรื่อย ๆ โดยไม่บาดเจ็บ ซึ่งสุดท้ายแล้ว วิธีนี้แหละค่ะที่จะพาองค์กรไปถึงเส้นชัยได้ไกลกว่า มั่นคงกว่า และพนักงานทุกคนยังยิ้มได้เมื่อไปถึงจุดหมาย